เร่งพัฒนาเส้นทางเดิน “ริมคลองวัดราชนัดดา” สู่สวนสาธารณะแห่งใหม่ของคนกรุง

กรุงเทพมหานครเดินหน้าพัฒนาทางเดินบริเวณริมคลองหลอดวัดราชนัดดา และคลองหลอดวัดมหรรณพาราม เพื่อเชื่อมต่อทางเดินริมคลองสู่ป้อมมหากาฬ ซึ่งขณะนี้กำลังพัฒนาภูมิทัศน์เป็นสวนสาธารณะแห่งใหม่

นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ รองปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย ผู้บริหารเขตพระนคร เจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธา ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ เขตพระนคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการรื้อย้ายสิ่งของและสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำพื้นที่สาธารณะริมคลองหลอดวัดราชนัดดา บริเวณชุมชนวัดเทพธิดาราม เตรียมพัฒนาทางเดินริมคลองสู่ป้อมมหากาฬ ที่ขณะนี้กำลังพัฒนาภูมิทัศน์เป็นสวนสาธารณะแห่งใหม่

รองปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า “สืบเนื่องจากพื้นที่บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์เป็นบริเวณที่มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจท่องเที่ยวและพักอาศัยเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ทางกรุงเทพมหานครจึงมีแผนจะพัฒนาและจัดระเบียบพื้นที่สร้างความสะดวกและความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว โดยบริเวณริมคลองหลอดวัดราชนัดดา และคลองหลอดวัดมหรรณพาราม เป็นอีกเส้นทางที่จะพัฒนาเพื่อเชื่อมต่อทางเดินริมคลองสู่ป้อมมหากาฬซึ่งกรุงเทพมหานครกำลังพัฒนาภูมิทัศน์เป็นสวนสาธารณะแห่งใหม่”

“โดยสำนักงานเขตพระนครได้เข้าดำเนินการรื้อย้ายสิ่งของที่ก่อสร้างตั้งวางรุกล้ำที่สาธารณะบริเวณชุมชนวัดเทพธิดาราม โดยเขตกำหนดดำเนินการ 3 ลักษณะประเภท คือ (1.) สิ่งของที่ตั้งวางรุกล้ำพื้นที่สาธารณะซึ่งเจ้าของไม่ต้องการใช้งานอีกต่อไป สำนักงานเขตฯ จะดำเนินการขนย้ายในทันที (2.) สิ่งของที่ตั้งวางรุกล้ำแต่เจ้าของยังต้องการใช้ประโยขน์ สำนักงานเขตฯ จะให้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อให้เจ้าของจัดเก็บให้เรียบร้อยไม่รุกล้ำพื้นที่สาธารณะ และ (3.) สำหรับสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำที่สาธารณะ สำนักงานเขตฯ และเจ้าของที่ดินจะดำเนินการพิสูจน์สิทธิครอบครองร่วมกันเพื่อให้ทราบว่าขอบเขตพื้นที่ของประขาชนอยู่ที่ใด พื้นที่สาธารณะอยู่ที่ใดและจะให้เวลารื้อย้ายสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำที่สาธารณะภายใน 2 เดือน”

รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทั้งนี้ เมื่อการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะริมคลองเสร็จเรียบร้อย ทางสำนักงานเขตฯ จะประสานสำนักการระบายน้ำจัดสร้างทางเดินริมคลอง และจะติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างและกล้อง CCTV เพื่อดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชน อย่างไรก็ตาม เมื่อการพัฒนาจัดระเบียบบริเวณดังกล่าวเรียบร้อยสามารถสัญจรได้โดยสะดวกและปลอดภัยจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งขาวไทยและต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของชาวชุมชนได้ทางหนึ่งด้วย”