ระนอง เร่งหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการร่วมหาแนวทางในการร่วมฟื้นฟูพลับพลึงธาร พันธุ์ไม้น้ำหายาก บริเวณลำคลองนาคา จ.ระนอง ที่เคยพบเป็นจำนวนมากแต่ถูกทำลาย ให้กลับฟื้นคืนมา เพื่อร่วมอนุรักษ์พันธุ์ไม้น้ำหายาก และพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกครั้ง
นายจตุพจน์ ปิยัมปุตระ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า ทางจังหวัดระนอง ร่วมกับ ทาง ททท. สำนักงาน จ.ชุมพรได้ส่ง จนท.ลงพื้นที่ จ.ระนองเพื่อสำรวจบริเวณคลองนาคาแหล่งที่เคยพบพืชน้ำพลับพลึงธาร ก่อนที่จะหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดแนวทางในการร่วมฟื้นฟูพลับพลึงธารที่ถูกทำลายให้กลับคืนมา อีกทั้งจะได้ประกาศให้บริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของ จ.ระนอง ซึ่งที่ผ่านมาทาง จ.ระนอง และททท.ได้มีการส่งเสริม และช่วยในการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวยังคลองนาคา อ.สุขสำราญ จ.ระนอง แต่เมื่อพลับพลึงธารลดน้อยลงได้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก จนต้องปิดแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าวมานานกว่า 5 ปี ถึงเวลานี้จำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องเร่งหาทางช่วยฟื้นฟูพลับพลึงธารให้กลับคืนมาโดยเร็ว หลังพบว่าเริ่มมีพลับพลึงธารบางส่วนเริ่มขยายพันธุ์ออกมาและอาจจะสามารถเข้าไปต่อยอดในการฟื้นฟูได้
ก่อนหน้านี้ทางจังหวัดระนองร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยประสานงานกลางอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ มีหน้าที่ในการดำเนินการตามพันธกรณีและวัตถุประสงค์ของอนุสัญญา ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและสถานภาพที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติของพลับพลึงธาร ประกอบกับมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ระบุไว้ว่า ในกรณีที่ปรากฏว่าพื้นที่ใดมีลักษณะที่อาจถูกทำลาย หรือได้รับผลกระทบกระเทือนจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ได้โดยง่าย หรือเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าทางธรรมชาติหรือศิลปกรรมอันควรแก่การอนุรักษ์ และพื้นที่นั้นยังมิได้ถูกประกาศกำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์ ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีอำนาจออกกฏกระทรวงกำหนดให้พื้นที่นั้นเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ซึ่งล่าสุดทางสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เห็นสมควรกำหนดให้แหล่งที่พบพลับพลึงธารเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ขั้นตอนที่สำคัญในการประกาศเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมคือ กระบวนการสร้างความรู้ ความเข้าใจในขั้นตอน ความสำคัญ ผลดี และผลเสีย ของการเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม รวมทั้งให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาของเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดระนองกำลังดำเนินการ ก่อนที่จะเสนอเพื่อให้มีการออกกฏกกระทรวงในการประกาศให้แหล่งที่พบพลับพลึงธารเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมต่อไป
สำหรับ “พลับพลึงธาร” เป็นพืชน้ำเฉพาะถิ่นที่พบมากในพื้นที่ จ.ระนองและพังงา และพบว่าอยู่ในสถานะถูกคุกคามอย่างหนักและใกล้สูญพันธุ์ โดยแหล่งที่พบพลับพลึงธารปัจจุบันที่พบคือบริเวณลำคลองในเขตอำเภอกะเปอร์,อำเภอสุขสำราญ จ.ระนอง และ อ.คุระบุรี ,อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา แต่เนื่องจากพลับพลึงธารจะสามามารถเจริญเติบโตได้ในระบบนิเวศน์ที่มีลักษณะเฉพาะตัวเท่านั้น จึงทำให้จำนวนพลับพลึงธารได้ลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยจากการสำรวจของสหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) พบว่าจำนวนพลับพลึงธารลดลงจาก 10.73 ไร่ เหลือเพียง 3.41 ไร่ ภายในระยะเวลา 2 ปี โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการขุดหัวพลับพลึงธารเพื่อการส่งออกเป็นจำนวนมากและต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากการขยายตัวของพื้นที่อยู่อาศัยและเกษตรกรรม การสร้างสิ่งก่อสร้างที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่รับน้ำและกีดขวางทางไหลของน้ำ การทำลายระบบนิเวศน์ของแม่น้ำลำคลอง
พลับพลึงธาร เป็นพืชที่พบเฉพาะใน จ.ระนองตอนล่าง และ พังงาตอนบนเท่านั้น จะไม่พบที่ไหนแล้วในโลก ดังนั้นจึงควรที่จะมีการรักษาเอาไว้ให้เป็นมรดกทางธรรมชาติของชาติไทยและของโลก ถ้าหากว่าสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้วก็หมายความว่าจะต้องสูญพันธุ์ไปจากโลกเช่นกัน สำหรับพลับพลึงธารที่ส่งผลดีต่อ จ.ระนองปัจจุบันทางจ.ระนองได้จัดเทศกาลล่องแพแลพลับพลึงธารทุกๆ ปี สามารถทำรายได้ให้กับชุมชนได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้พลับพลึงธารยังเป็นแหล่งศึกษาวิจัยหาความรู้ต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐ นักศึกษาเป็นจำนวนมาก
ถูกใจข่าวนี้ไหม?
คลิกที่ดาวเพื่อโหวต
ความนิยมข่าวนี้ / 5. จำนวนโหวต: